องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ

      

         สารสนเทศประกอบด้วย 6 ส่วน คือ 1.ฮาร์วแวร์ 2.ซอฟต์แวร์ 3.บุคลากร 4.ข้อมูล5.ขั้นตอนกระบวนการ 6. การสื่อสารข้อมูลและระบบเครื่อข่าย


         โดยทั้ง6ส่วนจะทำงานสัมพันธ์ดังรูปกันกล่าวคือ การทำงานของระบบสารสนเทศจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ฮาร์วแวร์เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผล คัดเลือก คำนวณ หรือพิมพ์รายงาน ผลตามที่ต้องการ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานได้รวดเร็ว มีความแม่นยำในการทำงาน และทำงานได้ต่อเนื่อง ซอฟต์แวร์ คือลำดับขั้นตอนคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ทำงานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ซอฟต์แวร์ จึงหมายถึงชุดคำสั่งที่เรียง เป็นลำดับขั้นตอนสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ และประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ บุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพราะบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ จะเป็นผู้ดำเนินการ ในการทำงานทั้งหมด บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บุคลากรภายในองค์กรเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิด ระบบสารสนเทศด้วยกันทุกคน เช่น ร้านขายสินค้าแห่งหนึ่ง บุคลากรที่ดำเนินการในร้านค้าทุกคน ตั้งแต่ผู้จัดการถึงพนักงานขาย เป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศได้ ข้อมูล เป็นวัตถุดิบที่ทำให้เกิดสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบจะต่างกัน ขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ในสถานศึกษามักจะต้องการ สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนักเรียน ข้อมูลผลการเรียน ข้อมูลอาจารย์ ข้อมูลการใช้จ่ายต่าง ๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่มีบทบาทต่อการให้เกิด สารสนเทศ ขั้นตอนการปฏิบัติ เป็นระเบียบวิธีการปฏิบัติงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้ เช่น กำหนดให้ มีการป้อนข้อมูลทุกวัน ป้อนข้อมูลให้ทันตามกำหนดเวลา มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ กำหนดเวลาในการประมวลผล การทำรายงาน การดำเนินการ ต่าง ๆ ต้องมีขั้นตอน หากขั้นตอนใดมีปัญหาระบบก็จะมีปัญหาด้วย เพราะทุกขั้นตอนมีผลต่อระบบสารสนเทศ และสุดท้าย เครือข่าย  คือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และช่วยการติดต่อสื่อสาร


อนุทินครั้งที่5(23.01.2555)


ความรู้ที่ได้รับ
      การเรียนวันนี้ได้เรียนเรื่อง "ประเภทของคอมพิวเตอร์และองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ" ประเภทของคอมพิวเตอร์มีการแบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ 1.แบ่งตามลักษณะข้อมูล 2.แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งาน 3.แบ่งตามขนาดของคอมพิวเตอร์
ประเภทของคอมพิวเตอร์ตามหลักการประมวลผลจำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ
คอมพิวเตอร์แบบแอนะล็อก (Analog Computer)
    หมายถึง เครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการวัด (Measuring Principle) ทำงานโดยใช้ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) แสดงออกมาในลักษณะสัญญาณที่เรียกว่า Analog Signal เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักแสดงผลด้วยสเกลหน้าปัทม์ และเข็มชี้ เช่น การวัดค่าความยาว โดยเปรียบเทียบกับสเกลบนไม้บรรทัดการวัดค่าความร้อนจากการขยายตัวของปรอทเปรียบเทียบกับสเกลข้างหลอดแก้ว
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของ Analog Computer ที่ใช้การประมวลผลแบบเป็นขั้นตอน เช่น เครื่องวัดปริมาณการใช้น้ำด้วยมาตรวัดน้ำ ที่เปลี่ยนการไหลของน้ำให้เป็นตัวเลขแสดงปริมาณ อุปกรณ์วัดความเร็วของรถยนต์ในลักษณะเข็มชี้ หรือเครื่องตรวจคลื่ยสมองที่แสดงผลเป็นรูปกราฟ เป็นต้น
          คอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล (Digital Computer)
    ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทำงานทั่วๆ ไปนั่นเอง เป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการนับทำงานกับข้อมูลที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ในลักษณะของสัญญาณไฟฟ้า หรือ Digital Signal อาศัยการนับสัญญาณข้อมูลที่เป็นจังหวะด้วยตัวนับ (Counter) ภายใต้ระบบฐานเวลามาตรฐาน ทำให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าเชื่อถือ ทั้งสามารถนับข้อมูลให้ค่าความละเอียดสูง เช่นแสดงผลลัพธ์เป็นทศนิยมได้หลายตำแหน่ง เป็นต้น เนื่องจาก Digital Computer ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้า (มนุษย์สัมผัสไม่ได้) ทำให้ไม่สามารถรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต้นทางได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนข้อมูลต้นทางที่รับเข้า (Analog Signal) เป็นสัญญาณไฟฟ้า (Digital Signal) เสียก่อน เมื่อประมวลผลเรียบร้อยแล้วจึงเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ากลับไปเป็น Analog Signal เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ต่อไป
โดยส่วนประกอบสำคัญที่เรียกว่า ตัวเปลี่ยนสัญญาณข้อมูล (Converter) คอยทำหน้าที่ในการเปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณข้อมูล ระหว่าง Digital Signal กับ Analog Signal
            คอมพิวเตอร์แบบลูกผสม (Hybrid Computer)
    เครื่องประมวลผลข้อมูลที่อาศัยเทคนิคการทำงานแบบผสมผสาน ระหว่าง Analog Computer และ Digital Computer โดยทั่วไปมักใช้ในงานเฉพาะกิจ โดยเฉพาะงานด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ในยานอวกาศ ที่ใช้ Analog Computer ควบคุมการหมุนของตัวยาน และใช้ Digital Computer ในการคำนวณระยะทาง เป็นต้น
การทำงานแบบผสมผสานของคอมพิวเตอร์ชนิดนี้ ยังคงจำเป็นต้องอาศัยตัวเปลี่ยนสัญญาณ (Converter) เช่นเดิม
                ประเภทของคอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
         เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานเฉพาะกิจ (Special Purpose Computer)
        หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่ถูกออกแบบตัวเครื่องและโปรแกรมควบคุมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ (Inflexible) โดยทั่วไปมักใช้ในงานควบคุมหรืองานอุตสาหกรรมที่เน้นการประมวลผลแบบรวดเร็วเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ควบคุมสัญญาณไฟจราจร คอมพิวเตอร์ควบคุมลิฟท์หรือคอมพิวเตอร์ควบคุมระบบอัตโนมัติในรถยนต์ เป็นต้น
            เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานอเนกประสงค์ (General Purpose Computer)
    หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน (Flexible) โดยได้รับการออกแบบให้สามารถประยุกต์ใช้ในงานประเภทต่างๆ ได้โดยสะดวกโดยระบบจะทำงานตามคำสั่งในโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาและเมื่อผู้ใช้ต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอะไรก็เพียงแต่ออกคำสั่งเรียกโปรแกรมที่เหมาะสมเข้ามาใช้งานโดยเราสามารถเก็บโปรแกรมไว้หลายโปรแกรมในเครื่องเดียวกันได้ เช่นในขณะหนึ่งเราอาจใช้เครื่องนี้ในงานประมวลผลเกี่ยวกับระบบบัญชีและในขณะหนึ่งก็สามารถใช้ในการออกเช็คเงินเดือนได้ เป็นต้น
               แบ่งตามขนาดของคอมพิวเตอร์
ปัจจุบัน ไมโครคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงกว่าในสมัยก่อนมากอาจเท่ากับหรือมากกว่าเครื่องเมนเฟรมในยุคก่อน นอกจากนั้นยังราคาถูกลงมากดังนั้นจึงเป็นที่นิยมใช้มาก ทั้งตามหน่วยงานและบริษัทห้างร้าน ตลอดจนตามโรงเรียนสถานศึกษา และบ้านเรือนบริษัทที่ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ออกจำหน่ายจนประสบความสำเร็จเป็นบริษัทแรก คือบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์
           ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer)
        หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดเล็กมีส่วนของหน่วยความจำและความเร็วในการประมวลผลน้อยที่สุดสามารถใช้งานได้ด้วยคนเดียว จึงมักถูกเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC)
            มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)
   ธุรกิจและหน่วยงานที่มีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเมนเฟรมซึ่งมีราคาแพงผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จึงพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กและมีราคาถูกลง เรียกว่าเครื่องมินิคอมพิวเตอร์โดยมีลักษณะพิเศษในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ประกอบรอบข้างที่มีความเร็วสูงได้มีการใช้แผ่นจานแม่เหล็กความจุสูงชนิดแข็ง (Harddisk) ในการเก็บรักษาข้อมูลสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานและบริษัทที่ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้ ได้แก่ กรม กอง มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
            เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)
   หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีส่วนความจำและความเร็วน้อยลงสามารถใช้ข้อมูลและคำสั่งของเครื่องรุ่นอื่นในตระกูล (Family) เดียวกันได้โดยไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขใดๆ นอกจากนั้นยังสามารถทำงานในระบบเครือข่าย (Network) ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ที่เรียกว่า เครื่องปลายทาง (Terminal) จำนวนมากได้ สามารถทำงานได้พร้อมกันหลายงาน (Multi Tasking) และใช้งานได้พร้อมกันหลายคน (Multi User) ปกติเครื่องชนิดนี้นิยมใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่มีราคาตั้งแต่สิบล้านบาทไปจนถึงหลายร้อยล้านบาทตัวอย่างของเครื่องเมนเฟรมที่ใช้กันแพร่หลายก็คือ คอมพิวเตอร์ของธนาคารที่เชื่อมต่อไปยังตู้ ATM และสาขาของธนาคารทั่วประเทศนั่นเอง 
            ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)
   หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความสามารถในการประมวลผลสูงที่สุดโดยทั่วไปสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องการการประมวลผลซับซ้อนและต้องการความเร็วสูง เช่น งานวิจัยขีปนาวุธ งานโครงการอวกาศสหรัฐ (NASA) งานสื่อสารดาวเทียม หรืองานพยากรณ์อากาศ เป็นต้น
        องค์ประกอบของระบบสารสนเเทศ 1.ฮาร์วแวร์ 2.ซอฟต์แวร์ 3.บุคลากร 4.ข้อมูล 5.ขั้นตอนกระบวนการ 6. การสื่อสารข้อมูลและระบบเครื่อข่าย

ข้อคิดที่ได้รับ
   คอมพิวเตอร์มีการแบ่งประเภทหลายแบบ การแบ่งประเภทคอมพิวเตอร์ทำให้สะดวกในการทำความเข้าใจที่ตรงกัน การแบ่งแต่ละแบบจะมีหลักการในการแบ่งที่ชัดเจน และมีลักษณ์การใช้งานที่แตกต่างกันด้วย การที่เราจะเรียนเรื่องระบบสารสนเทศนั้นก็ควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องคอมด้วย เนื่องจากเราจะเป็นผู้ใช้งาน สำหรับวันนี้ขอบคุณค่ะ

อนุทินครั้งที่4(16.01.2555)

ความรู้ที่ได้รับ
      สวัสดีค่ะ วันนี้เรียนเรื่องKnowledge Managment หรือKM คามรู้ที่อยู่ในตััวคนนั้น เมื่อคนจากโลกนี้ไปแล้วก็จะสูญหายไปด้วย หรือถ้าเก็บไว้แล้วไม่นำไปใช้นานๆก็จะมีการลืมเลือนไป ดังนั้นจึงมีการทำการจดบันทึก ความรู้คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากกการปฎิบัติ ประสบการณ์ ปรากฎการณ์ แต่ทั้งนี้ความรู้จะมีประโยนช์หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู็ที่นำไปตีความและนำไปใช้ การจัดการความรู้เป็นการทำให้เกิดเป็นระบบ เราจัดการความรู้เพื่อ ยกระดับความรู้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ อย่างมีคุณค่าและเข้าใจความสัมพันธ์
   ความรู้แบ่งเป็น ความรู้ที่ชัดแจ้ง คือ มีความสนใจเป็นทางการมีลายลักษณ์อักษร มีหลักฐาน มีการอ้างอิง มีลักษณะ เช่น Document , Newspaper เป็นต้น ความรู้โดยนัย คือเแ็นความรู้ที่ไม่เป็นทางการอาจเกิดจากประสบการณ์ คือ ไม่มีการสั่งสอนโดยตรง
หลายปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นยุคที่เฟื่องฟูของการจัดการความรู้ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็สนใจศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการและกระบวนการจัดทำ
ข้อคิดที่ได้รับ
   วันนี้ได้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการความรู้คือการที่เราจะพัฒนาความรู้ของตัวเองนั้นต้องมีการจัดการความรู้ที่เป็นระบบกล่าวคืออาจจะมีการจดบันทึก และมีการทบทวนความรู้บ่อยๆเพื่อที่จะได้ไม่ลืมความรู้เดิม การที่เราได้รับข้อมูลชนิดหรนึ่งเขามาเราต้องมีการกลั่งกรองก่อนแล้วจึงทำการจัดเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ แล้วจึงนำไปใช้ สำหรับวันนี้ขอบคุณค่ะ

ตอบคำถาม

มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพสถานศึกษาหรือไม่ อย่างไร?
      หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา
ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบ
การประกันคุณภาพภายนอก หน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษา จัดให้มีระบบการประกับคุณภาพภายใน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร และจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อ

สาธารณชน ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งทุกห้าปี โดยสำนักงาน
รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นองค์การมหาชนทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์วิธีการประเมิน
และจัดให้มีการประเมินดังกล่าว รวมทั้งเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน 

ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกไม่ได้มาตรฐานให้สำนักงานรับรองมาตรฐานฯ จัดทำข้อเสนอแนะต่อ  
หน่วยงานต้นสังกัด ให้สถานศึกษาปรับปรุง ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมิได้ดำเนินการ ให้สำนักงานรับรอง
มาตรฐานฯ รายงานต่อคณะกรรมการต้นสังกัด เพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขต่อไป


หมวด ๕ : การบริหารและการจัดการศึกษา
ส่วนที่ ๓ การบริหารและการจัดการการศึกษาของเอกชน
มาตรา ๔๓
การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน ให้มีความเป็นอิสระ โดยมีการกำกับ ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ
มาตรา ๔๔
ให้สถานศึกษาเอกชนตามมาตรา ๑๘ (๒) เป็นนิติบุคคล และ มีคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ
จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และ การพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๔๕
ให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกระดับ และทุกประเภทการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐต้องกำหนดนโยบาย และมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของเอกชนในด้านการศึกษา
*การกำหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของรัฐของเขตพื้นที่การศึกษาหรือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้คำนึงถึงผลกระทบต่อการจัดการศึกษาของเอกชน โดยให้รัฐมนตรีหรือคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับฟังความคิดเห็นของเอกชน และ ประชาชนประกอบการพิจารณาด้วย
ให้สถานศึกษาของเอกชนที่จัดการศึกษาระดับปริญญาดำเนินกิจการได้โดยอิสระ สามารถพัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
* มาตรา ๔๕ วรรคสอง ความเดิมถูกยกเลิกโดยมาตรา ๗ แห่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้ใช้ความที่พิมพ์ไว้แทน
มาตรา๔๖
รัฐต้องให้การสนับสนุนด้านเงินอุดหนุน การลดหย่อน หรือ การยกเว้นภาษี และ สิทธิประโยชน์อย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ในทางการศึกษาแก่สถานศึกษาเอกชน ตามความเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริม และ สนับสนุนด้านวิชาการให้สถานศึกษาเอกชนมีมาตรฐานและสามารถพึ่งตนเองได้
ที่มา:ctc.kbu.ac.th
www.moobankru.com
www.afaps.ac.th

ให้จัดแนวคิดทฤษฎีอาชีวศึกษาว่าอยู่ในกระบวนการใด(Input - Processing - Output)

     1. ต้องจัดสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนให้เหมือนกับสถานที่ทางานจริง(Input)
     2. ต้องสอนกระบวนการ การใช้เครื่องมือและเครื่องจักร ให้เหมือนกับที่ใช้ในการทางานจริง และผู้สอนต้องมีประสบการณ์ในการทางานนั้นมาก่อน(Input)
     3. ต้องฝึกฝนให้ผู้เรียนมีอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหาอย่างมีระบบ และมีทักษะการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละสาขาอาชีพ โดยควรคานึงถึงระยะเวลาในการฝึกฝนที่เพียงพอกับการสร้างอุปนิสัยดังกล่าว(Processing)
     4. ต้องคานึงถึงความสนใจ ความถนัด เชาว์ปัญญาของผู้เรียนแต่ละคน และส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้สูงสุดตามความสามารถของแต่ละคน(Processing)
     5. ควรมุ่งเฉพาะกลุ่มผู้สนใจจริง หรือกลุ่มผู้ที่มีความสามารถใช้วิชาชีพนั้น ๆ ที่ได้เรียนมาในการพัฒนางานอาชีพของตนเองได้(Processing)
     6. ต้องฝึกฝนทักษะอาชีพบ่อย ๆ และมากเพียงพอที่จะสร้างอุปนิสัยการคิดแก้ปัญหา และทักษะพื้นฐานที่จาเป็นต่อการทางานในสายงานอาชีพ(Processing)
    7. ผู้สอนควรมีประสบการณ์การทางานจริงมาก่อนในสาขาอาชีพ ที่ตนสอน ทั้งด้านทักษะการปฏิบัติ                และความรู้(Input)
    8. ต้องสามารถสร้างคนให้มีความสามารถ บุคลิกภาพ และคุณธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างและตลาดแรงงาน(Output)
    9. ต้องคานึงถึงความต้องการของตลาดแรงงาน สังคมและชุมชนเป็นหลัก ถึงแม้ว่า การฝึกอบรมอาชีพบางประเภทจะมีความน่าสนใจ(Output)
    10. ต้องฝึกฝนทักษะวิชาชีพให้กับผู้เรียนอาชีวศึกษาตามสภาพที่เป็นจริง ไม่ควรฝึกด้วยแบบฝึกหัดจำลอง(Processing)
    11. ต้องให้ข้อมูล ความรู้ที่เชื่อถือได้สาหรับการฝึกฝนอาชีพ และต้องมาจากประสบการณ์ของผู้รอบรู้ในอาชีพนั้น ๆ เท่านั้น(Processing)
    12. ควรคำนึงถึงเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่นามาสอน ต้องให้สอดคล้องและใช้ประโยชน์ได้ในสาขาอาชีพนั้น ๆ เนื่องจากในทุก ๆ สาขาอาชีพต่างมีเนื้อหาความรู้เฉพาะ(Processing)
    13. ควรจัดการศึกษาให้ตรงกับตามความต้องการของแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มในช่วงเวลาที่เขาต้องการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ทันต่อความต้องการ ซึ่งจะส่งผลดีโดยรวมต่อสังคม(Processing)
    14. ควรให้ความสาคัญกับความสนใจ ความถนัด และความสามารถของแต่ละคน ที่เหมาะสมกับการเรียนในแต่ละสาขาอาชีพ มากกว่าระดับคะแนน หรือระดับไอคิวของผู้เรียน และควรมีกระบวนการแนะแนวที่เหมาะสม(Input)
    15. ควรมีความยืดหยุ่นสาหรับโครงสร้างของเนื้อหาหลักสูตร และการสอน ไม่ควรยึดโครงสร้างที่ตายตัวและไม่ปรับตัว เพราะสาขาอาชีพและเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา(Processing)
    16. ควรมีความพร้อมของงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดการศึกษา เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนต่อหัวของผู้เรียนอาชีวศึกษาสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก และเน้นผลิตคนให้มีคุณภาพ มิฉะนั้นจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า(Input)




บทความที่น่าสนใจ


สุดยอด! มือถือใช้แบตฯ 1 ก้อน อยู่นาน 15 ปี ในงาน CES 2012


สื่อนอกวุ่น XPAL Power เตรียมเข็นโทรศัพท์มือถือประหยัดพลังงาน ใช้เพียงแบตเตอรี่ AA 1 ก้อน สามารถสแตนด์บายได้นานถึง 15 ปี เปิดตัวครั้งแรกที่ลาสเวกัสในงาน CES 2012 สัปดาห์นี้…
เดลี่เมลล์รายงานข่าวว่า XPAL Power ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแบตเตอรี่เสริมสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เตรียมแหวกกระแสสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่ใช้งานได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ต่อการชาร์จพลังงาน 1 ครั้ง โดยการพัฒนา “SpareOne” โทรศัพท์มือถือประหยัดพลังงานเครื่องแรกของโลกที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ AA เพียง 1 ก้อนแล้วสแตนด์บายทิ้งไว้นานถึง 15 ปี โดยได้แนวคิดจากการที่ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือทุกคนจะต้องคอยกังวล ว่า วันนี้ได้ชาร์จพลังงานหรือยัง หรือพลังงานที่เหลืออยู่จะพอหรือไม่ ซึ่งหากซื้อเจ้า SpareOne มาใช้งานจะทำให้ปัญหาในข้อนี้หมดไป

ตัวแทนของ XPAL Power กล่าวว่า โทรศัพท์มือถือ SpareOne เหมาะที่จะพกทิ้งไว้ในรถเผื่อกรณีฉุกเฉิน หรือสำหรับติดกระเป๋าไว้เดินทางไปยังสถานที่ไกลๆ โดย SpareOne จะมีฟังก์ชั่นในการเข้าถึงหมายเลขฉุกเฉิน, หมายเลขสำคัญได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการค้นหาบริการฉุกเฉินในบริเวณสถานที่ที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้งานผ่านหมายเลขโทรศัพท์ สามารถใช้สนทนาได้นาน 10 ชม.
ทั้งนี้ โทรศัพท์มือถือ SpareOne จะเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน CES 2012 วันที่ 10-13 ม.ค.ที่ลาสเวกัสสัปดาห์นี้ โดยหลักจะมาพร้อมไฟฉายในตัว ฟังก์ชั่นเบอร์โทร.ฉุกเฉิน และบริการค้นหาสถานที่จากเสาสัญญาณโทรศัพท์ อีกทั้งยังแถมแบตเตอรี่ขนาด AA มาให้ด้วย 1 ก้อน โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,600 บาท.
ที่มา:  ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 11 – 01 – 2555

อนุทินครั้งที่3(9.01.2555)

สรุปเนื้อหา
      การเรียนวันนี้เรียนเกี่ยวกับ เรื่องระบบสารสนเทศในองค์กร การบริหารจัดการ จะประกอบด้วย 4M คือ 1.Man หมายถึง บุคลากร 2. Management หมายถึง บริหารจัดการ 3.Money หมายถึง งบประมาณ 4.Material หมายถึง วัตถุดิบ  แนวคิดทฤษฎีอาชีวศึกษาของ Charles A. Prosser มี16ข้อ ยกตัวอย่างเช่น ผู้เรียนต้องทำงานเป็น การเรียนการสอนอาจจะจัดสถานที่ให้เหมือนสภาพจริงมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงการจะซื้อเครื่องมือ หรือเครื่องจักรที่เหมือนการทำงานจริงนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงมีการแก้ปัญหานี้ด้วย การเปลี่ยนไปเป็นการฝึกงานจากภาคธุรกิจจริงที่เอื้ออำนวยให้สามารถนำนักเรียนไปดูงานหรือ ฝึกปฎิบัติงานจริงได้ จึงมีเป็น ทวิภาคีขึ้น เพื่อเป็นการร่วมมือกันระหว่าง สถานศึกษากับภาคธุรกิจ   ความสัมพันธ์ของข้อมูล ประมวลผล สารสนเทศ ข้อมูลนั้นเป็นลักษณ์ของข้อมูลดิบ ยังไม่ผ่านการประมวลผล และยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ข้อมูลนั้นต้องเป็นความจริง เมื่อข้อมูลผ่านการประมวลผลโดย การประมวลผลนั้นมี2ลักษณะคือ 1.Manual Data Processing การใช้มนุษย์เป็นหลักในการดำเนินการ ตั้งแต่กาารรับเข้าข้อมูล การแปลงเป็นสารสนเทศและจัดให้อยู่ในรูปการใช้งาน 2.Electronic Data Processing หรือ Automated Data Processing เป็นการประมวลผลแบบอัตโนมัติ หลังจากได้รับ input โดยควบคุมด้วยหน่วยประมวลผลกลาง ช่วงเวลาในการประมวลผลมี3แบบ คือ1.การประมวลผลแบบแบทซ์ 2.การประมวลผลแบบออนไลน์ 3.การประมวลผลแบบเรียมไทม์ เมื่อนำข้อมูลมาผ่านการประมวลผลแล้ว ก็จะเป็นสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้งานได้เลย โดยสารสนเทศนั้นจะเป็นส่วนแสดงผล การใช้สารสนเทศในยุดนี้ จะต้องมีระบบที่ดี มีการจัดโครงสารองตกรที่คล่องตัวโดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการสนับสนุนการบริหาร การบริการ และดำเนินงาน การเสริมอำนาจคนงาน ให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขันโดยการพัฒนาทักษะและความรู้ให้กับพนักงานกับเทคโนโลยี
ระบบสารสนเทศในองค์กร

ข้อคิดที่ได้และการนำไปใช้ประโยชน์
     การเรียนในวันนี้ทำให้ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับระบบสารสนเทศการจัดการและผู้ที่ใช้ระบบสารสนเทศ การจัดการต่างๆตั้งแต่ขั้นตอน การรับข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลให้ข้อมูลนั้นมีความเป็นจริง เนื่องจากถ้าข้อมูลที่รับเข้ามีความผิดพลาดก็อาจจะทำให้สารสนเทศที่ออกมา มีความผผิดพลาด คลาดเคลื่อนไปได้ดังนั้นผู้ที่ปฎิบัติงานจีงต้องมีความละเอียดรอบครอบ เมื่อเป็นผู้บริหารก็ควรมีความเข้าใจในการทำงานของระบบสารสนเทศ และสามารถมองออกว่าควรตัดสินใจอย่างไร สำหรับวันนี้ขอบคุณค่ะ

ผลกระทบการใช้งานคอม


ผลกระทบที่เป็นเชิงบวกและเชิงลบจองการใช้งานคอม
เชิงบวก

1. ทันสมัย / ทันเหตุการณ์ / ทันข้อมูลข่าวสาร / ทันโลก ช่วยให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก
2. ช่วยให้การเรียน การทำงาน ทันสมัยและไรับความสะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น ได้เรียนรู้จากสื่อที่ทันสมัยที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า โปรแกรม CAI
3. เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยม ช่วยในการค้นคว้าหาความรู้เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
4. ช่วยรับ - ส่งข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว
5. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น เกม ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง ร้องเพลง
6. ช่วยสร้างงานศิลปะ ออกแบบชิ้นงานได้อย่างสร้างสรรค์ สวยงาม
 ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. ประโยชน์ทางตรง
        ช่วยให้มนุษย์ทำงานได้โดยตรงคือคอมพิวเตอร์ทำงานได้เที่ยงตรง รวดเร็ว ไม่เหน็ดเหนื่อย ช่วยผ่อนแรงมนุษย์ ในด้านต่าง ๆเช่น ด้านการคำนวณ พิมพ์งาน บันทึกข้อมูล ประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในแวดวงใน หากนำคอมพิวเตอร์เข้าช่วยงานจะช่วยแบ่งเบาภาระงานได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ


book_04.jpg
2. ประโยชน์ทางอ้อม
        คอมพิวเตอร์ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ช่วยในการเรียนรู้ให้ความปันเทิงความรู้ ช่วยงานบันเทิงพัฒนางานด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอันส่งผลให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น เป็นต้น


เชิงลบ
1.กินไฟ ขึ้นกับขนาดจอและขนาดเครื่อง รวมถึงระยะเวลาที่เปิดใช้งาน นอกจากนี้ละแวกไหนไฟดับบ่ออาจใช้คอมพิวเตอร์ลำบาก เพราะระหว่างใช้งานเกิดไฟดับจะเกิดการกระชากไฟในเครื่องทำให้เสียหายได้
2.ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยอยู่เสมอทั้งอุปกรณ์และโปรแกรม เพราะอาจจะมีผลต่อการทำงานบางอย่างที่ต้องการความทัน สมัยและเข้ากันได้กับระบบอื่นๆ การปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่าย
3.ใช้งานนานเกินไปก็เสียสุขภาพ ทั้งรังสีที่แผ่ออกมา การจ้องหน้าจอนานๆ เสียสายตา หรือ อดหลับอดนอนเล่นเกม หรือแช็ต บางรายเพลินจนลืมกินอาหาร ส่งผลกระทบต่อการเรียนการทำงาน ทำให้เด็กเก็บตัว ไม่เข้าสังคม มีแต่เพื่อนในโลกเสมือน ทำให้เกิดปัญหาบุคลิกภาพ ต้องจัดแบ่งเวลาให้ดี
4.เรื่องระบบความปลอดภัยของข้อมูล สมัยนี้ใครๆ ก็ติดต่อธุรกิจกันทางอินเตอร์เน็ต ซื้อขายสินค้า โอนเงินผ่านธนาคาร เล่นหุ้น จึงเกิดอาชญากรรมไซเบอร์ เช่น การล้วงข้อมูลส่วนบุคคล การต้มตุ๋นในรูปแบบต่างๆ การแฮ็กเจาะระบบที่บริษัทองค์กรใหญ่ๆ มักตกเป็นเหยื่อ หรือไวรัสคอมพิวเตอร์

5.เนื่องจากเมื่อต่ออินเตอร์เน็ตแล้วทำให้เข้าถึงเนื้อหาได้หลากหลายทั่วโลก จึงมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมปะปนอยู่มากมาย ทั้งลามก อนาจาร รุนแรง ผู้ปกครองต้องดูแลการใช้งานของเด็ก แต่ประเด็นนี้ก็มีคนพยายามแก้ปัญหาด้วยการคิดโปรแกรม ป้องกันขึ้นมาให้นำไปติดตั้งในเครื่อง ดักไม่ให้เปิดเข้าชมเว็บที่ไม่เหมาะสม ช่วยได้พอประมาณ
  อ้างอิง:  http://aim2552bird.blogspot.com/2009/09/blog-post_23
              http://www.learners.in.th/blogs/posts/415410
              http://www.thaigoodview.com